
LiteFinance มีคำสั่งซื้อขายให้เลือกใช้อยู่หลายแบบ แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชื่อคำสั่ง อยู่ที่ว่าคุณเลือกใช้ถูกสถานการณ์หรือเปล่า บทความนี้จะเทียบให้เห็นว่า Market Order กับ Pending Order ต่างกันยังไง, Stop Loss กับ Take Profit ควรตั้งอย่างไร และคำสั่งแบบไหนที่เหมาะกับคนไทยที่เทรดผ่านอินเทอร์เน็ต
จุดที่ต้องเข้าใจก่อนคือ LiteFinance ไม่มีใบอนุญาตจาก SEC ไทย นักเทรดไทยจะถูกเปิดบัญชีภายใต้ LiteFinance Global LLC (St Vincent) ซึ่งจดทะเบียนหมายเลข 931 LLC 2021 และมีใบอนุญาต FSC มอริเชียส (GB20025921) ตรงนี้หมายความว่าการคุ้มครองนักลงทุนในประเทศไม่มี ต้องพึ่งเงื่อนไขและชื่อเสียงของโบรกเกอร์เอง
Market Order คืออะไร
Market Order คือคำสั่งซื้อขายทันทีที่ราคาตลาดปัจจุบัน ใช้เมื่อมั่นใจในทิศทางและอยากเข้าออกทันที ไม่มีการรอ ตัวอย่างเช่น Gold กำลังวิ่งขึ้น คุณเห็นโมเมนตัมชัดเจน กด Buy แล้วได้ราคาประมาณที่ตลาดเสนอทันที
ข้อดีคือความรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ Slippage หรือราคาที่ได้อาจห่างจากที่เห็นบนจอเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วงข่าวสำคัญที่ตลาดผันผวนสูง สำหรับ LiteFinance ต้องดูด้วยว่าคุณใช้บัญชีแบบไหน เพราะผลต่อต้นทุนไม่เหมือนกัน
| บัญชี | สเปรดเริ่มต้น | คอมมิชชัน | เงินฝากขั้นต่ำ |
|---|---|---|---|
| Classic | ~1.8 pips ลอยตัว | ไม่มี | USD 50 |
| ECN | 0.0 pips ขึ้นไป | ~USD 0.5-5 ต่อล็อต | USD 50 |
| Cent | อิงตาม Classic | ไม่มี | USD 50 |
Pending Order คืออะไร
Pending Order คือคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้า รอราคาไปถึงจุดที่กำหนดแล้วระบบจะเข้าเทรดให้อัตโนมัติ เหมาะกับคนที่ไม่สะดวกจ้องกราฟตลอดเวลา หรือต้องการวางแผนเข้าซื้อขายที่จุดสำคัญทางเทคนิค
- Buy Limit: ตั้งรอซื้อเมื่อราคาลงมาถึงจุดที่ต้องการ
- Sell Limit: ตั้งรอขายเมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดเป้าหมาย
- Buy Stop: ตั้งรอซื้อเมื่อราคาทะลุขึ้นไปเหนือราคาปัจจุบัน
- Sell Stop: ตั้งรอขายเมื่อราคาร่วงลงมาอยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน
ข้อควรจำคือ Pending Order ไม่รับประกันว่าราคาจะได้ตามที่ตั้งเป๊ะๆ ในตลาดที่วิ่งเร็ว คำสั่งอาจถูกเติมที่ราคาแย่กว่าที่ตั้งได้
Stop Loss และ Take Profit
Stop Loss คือคำสั่งตัดขาดทุนเมื่อราคาไปผิดทาง ส่วน Take Profit คือคำสั่งเก็บกำไรเมื่อราคาไปถึงเป้าหมาย ทั้งคู่ตั้งล่วงหน้าได้ตอนเปิดคำสั่งหรือจะเพิ่มทีหลังก็ได้
เลเวอเรจของ LiteFinance สูงสุด 1:500 และบางบัญชีเลือกได้ถึง 1:1000 (คริปโต 1:50) ตัวเลขนี้ฟังดูน่าดึงดูด แต่ถ้าใช้เต็มจำนวน ความผันผวนแค่ 0.2% ก็สามารถทำให้เงินในพอร์ตหายเกลี้ยงได้ ใช้เลเวอเรจเท่าที่จำเป็นกับขนาดพอร์ตจริง
วิธีตั้งคำสั่งบน MT4 และ MT5
MT4, MT5 และ cTrader มีอินเทอร์เฟซการตั้งคำสั่งคล้ายกัน เลือกสัญลักษณ์ที่ต้องการ กดสั่งซื้อหรือขาย แล้วเลือกประเภทคำสั่งจาก dropdown ถ้าเลือก Pending จะมีช่องให้กรอกราคาที่ต้องการ ตั้ง Stop Loss และ Take Profit ได้ในหน้าต่างเดียวกัน
| แพลตฟอร์ม | จุดเด่น | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| MT4 | เรียบง่าย เสถียร อินดิเคเตอร์เยอะ | นักเทรดสายคลาสสิก |
| MT5 | ฟีเจอร์ครบกว่า กราฟหลาย timeframe | นักเทรดที่ต้องการเครื่องมือครบ |
| cTrader | อินเทอร์เฟซทันสมัย Depth of Market | นักเทรดสาย ECN |

ข้อควรระวังและจุดอ่อนที่เห็นจริง
LiteFinance ให้บริการลูกค้าไทยในส่วนที่ไม่มีกรอบกำกับดูแลของไทย การฝากเงินขั้นต่ำ USD 50 แต่ไม่มีช่องทางฝากเป็นเงินบาทโดยตรง รองรับเฉพาะ USD และ EUR เท่านั้น ต้องแปลงสกุลเงินก่อนฝากทุกครั้ง
- ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน: ธนาคารมักคิดค่าธรรมเนียมซ่อนเร้นในการโอนระหว่างประเทศ
- KYC สำหรับคนไทย: ต้องใช้บัตรประชาชน 13 หลักหรือพาสปอร์ต พร้อมเอกสารยืนยันที่อยู่ เช่น บิลค่าไฟหรือสมุดบัญชีธนาคารย้อนหลัง 3-6 เดือน
- การถอนเงิน: ช่วงเวลา PromptPay ถอนได้ไว แต่ช่องทางบัตรหรือโอนผ่านธนาคารอาจใช้เวลา 1-5 วันทำการ
เทียบกับโบรกเกอร์อื่น
LiteFinance ให้เลเวอเรจสูงถึง 1:500 และมีบัญชี Cent สำหรับมือใหม่ทดลอง แต่ถ้ามองหาโบรกเกอร์ที่กำกับโดย FCA หรือ CySEC สเปรดอาจจะแคบกว่า แต่เลเวอเรจจะถูกจำกัดที่ระดับ 1:30 สำหรับคู่หลัก ต้องตัดสินใจว่าเอาความยืดหยุ่นของเลเวอเรจ หรือเอาความปลอดภัยของหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่า
สำหรับคนไทยที่เริ่มต้น แนะนำให้ทดลองใช้บัญชี Cent หรือบัญชีทดลองก่อน เพราะเงินฝากขั้นต่ำเท่ากันที่ USD 50 แต่ความเสี่ยงในการทดลองเล่นน้อยกว่ามาก
เหมาะกับใครที่ต้องการเลเวอเรจสูง
LiteFinance เหมาะกับคนที่ต้องการเลเวอเรจสูง ใช้บัญชี Cent และไม่เดือดร้อนเรื่องการคุ้มครองนักลงทุน เพราะรู้อยู่แล้วว่าบัญชีที่เปิดอยู่ภายใต้ St Vincent
ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการความมั่นใจจากหน่วยงานกำกับดูแลชั้นสูง หรือคนที่อยากฝากเงินเป็นสกุลเงินบาทโดยตรง สำหรับกลุ่มนี้ควรดูโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้ FCA, CySEC หรือ ASIC ซึ่งมีกรอบการกำกับที่ชัดเจนกว่าเรื่องการแยกบัญชีเงินลูกค้า
สรุป
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ชื่อประเภทคำสั่ง แต่คือวินัยในการใช้ ทั้ง Market และ Pending ใช้ได้ดีใน LiteFinance บน MT4, MT5 และ cTrader บัญชี Classic เหมาะกับคนที่อยากได้ต้นทุนโปร่งใสแบบไม่มีค่าคอมมิชชัน ส่วนบัญชี ECN เหมาะกับคนที่เทรดปริมาณมากและต้องการสเปรดต่ำสุด

